โรคติดเชื้อไวรัสเดงกี สู่การเป็นโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก 1
แพทย์หญิง กิจจาวรรณ เฮงคราวิทย์ กุมารแพทย์ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรยายในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ซึ่งจัดโดยสาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ร่วมกับ ทีมการดูแลผู้ป่วยกุมารเวชกรรมและอายุรกรรม ว่า โรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus Infection) เป็นโรคที่มียุงลายเพศเมียเป็นพาหะ พบในประเทศไทยอยู่ 2 ชนิด คือ Aedes aegyti ซึ่งเป็นพาหะนำโรคหลัก ยุงชนิดนี้อาศัยตามบ้านและวางไข่ในน้ำนิ่งใสสะอาด เช่น โอ่งน้ำ แจกัน ยางรถยนต์ ส่วนยุงอีกชนิดหนึ่งคือ Aedes albopictus เป็นยุงลายที่อาศัยในสวน หรือตามป่าเขา ส่วนใหญ่พบทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยยุงทั้งสองชนิดจะออกกัดคนในเวลากลางวัน ในอากาศที่มีความชื้นพอเหมาะที่อุณหภูมิ 28 – 35 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันสภาวะโลกร้อนทำให้เวลากลางวันยาวนานและยุงมีการปรับตัวออกหากินนานขึ้น นอกจากนั้นยังมีการสร้างชุมชนที่ขาดการใส่ใจป้องกัน มีการย้ายแรงงานจากชนบทสู่เมือง การคมนาคมที่สะดวกเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีการระบาดเพิ่มและควบคุมโรคได้ยากขึ้น เมื่อยุงกัดคนที่มีเชื้อไวรัสเดงกีเชื้อจะเพิ่มจำนวนในยุง 7 – 10 วัน และแพร่เชื้อไปยังคนที่ถูกกัดรายอื่นๆ ยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกีเชื้อจะอยู่ในยุงตลอดชีวิตของมัน ประมาณ 2 เดือน และสามารถถ่ายทอดไวรัสไปยังลูกของมันตลอดอายุการวางไข่ หลังคนถูกยุงกัดระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 3 – 15 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการป่วย
ไข้เลือดออก 10
ไวรัสเดงกีเป็นไวรัสชนิด RNA virus จัดอยู่ใน family Flaviviridae มีทั้งหมด 4 ซีโรทัยพ์ คือ DEN1, DEN2, DEN3, และ DEN4 การติดเชื้อไวรัสในแต่ละซีโรทัยพ์จะมีภูมิคุ้มกันจำเพาะซีโรทัยพ์นั้นๆ ตลอดไป (homoypic immunity) แต่จะมีภูมิที่ป้องกันซีโรทัยพ์อื่นแค่ชั่วคราว (heterotypic immunity) จึงสามารถติดไวรัสเดงกีได้หลายครั้ง โดยมีรายงานการระบาดอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปินส์ เมื่อ พ.ศ.2497 ในประเทศไทยมีรายงานการระบาดครั้งแรกปี พ.ศ.2501 จากนั้นมีการระบาดกระจายไปยังภูมิภาคเอเชีย และกระจายไปทั่วโลกซึ่งพบได้ในแถบเขตร้อนและพบปะปลายในประเทศเมืองหนาว เนื่องจากนักท่องเที่ยวนำเชื้อกลับไปประเทศนั้นๆ
การดำเนินโรคของโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ จะมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียนและไข้สูงลอยอยู่ 2 – 7 วัน มีอาการเลือดออกที่ผิวหนังร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือกกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ส่วนใหญ่จะคลำตับโตได้ประมาณวันที่ 3 – 4 นับแต่เริ่มป่วย ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ตับจะนุ่มและกดเจ็บ
2. ระยะวิกฤติ/ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี จะมีอาการรุนแรง มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น เวลาที่เกิดอาการช็อกขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง และจะเสียชีวิตภายใน 12 – 24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อก ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรงของโรคและมักทำให้เสียชีวิตคือ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กอ้วน, อายุน้อยกว่า 1 ปี, ผู้หญิงมีประจำเดือน, หญิงตั้งครรภ์, และการติดเชื้อทุติยภูมิโดยจำเพาะถ้าติดปฐมภูมิเป็นซีโรทัยพ์ 1 และติดเชื้อทุติยภูมิเป็นซีโรทัยพ์ 2 จะมีความรุนแรงของโรคมาก
3. ระยะฟื้นตัว ในระยะนี้ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะช็อกจะฟื้นตัวได้เร็ว ส่วนใหญ่เมื่อไข้ลดก็จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ภาวะแทรกซ้อนจากอาการเลือดออกรุนแรงโดยจำเพาะทางเดินอาหารซึ่งพบบ่อยและผู้ป่วยมักเสียชีวิต ในการทำหัตถการต่างๆ จึงให้ทำเท่าที่จำเป็น ผู้ป่วยหญิงมีประจำเดือนอาจมีเลือดออกมากควรให้ยาเลื่อนประจำเดือนไปก่อนจนหายเป็นปกติ นอกจากนั้นอาจพบภาวะตับวายซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต บางรายอาจมีน้ำในเยื่อหุ้มปอดมากจนระบบการหายใจล้มเหลวรวมถึงมีภาวะปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสเดงกีหรือเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
การดูแลรักษาผู้ป่วยทำได้โดยการลดไข้ด้วยยากลุ่มพาราเซตามอล ทุก 4 6 ชั่วโมง เช็ดตัว ห้ามใช้ยาในกลุ่มแอสไพรินเนื่องจากอาจทำให้เลือดออกหรือเกิดอาการทางสมอง ควรให้รับประทานอาหารอ่อน งดอาหารสีดำแดง ในรายที่มีอาการอาเจียนมากให้จิบน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ ได้ ใช้ยาเท่าที่จำเป็นและควรหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะ, steroids และให้คำแนะนำญาติที่เฝ้าสังเกตอาการที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงต้องมาพบแพทย์โดยเร็วคือ ผู้ป่วยไข้ลงแล้วแต่ยังคงอ่อนเพลีย ซึม ปวดท้อง, มีภาวะเลือดออกผิดปกติ, กระหายน้ำตลอดเวลา, ซึมและไม่ดื่มน้ำ, มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ร้องกวนมาก (ในเด็กเล็ก) ตัวเย็นเหงื่อออก ตัวลาย ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยใน 4 – 6 ชั่วโมง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น พูดไม่รู้เรื่อง พูดเพ้อ หรือเอะอะโวยวาย นอกจากนั้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจเลือดในวันที่ 3, 4 ของไข้ เพื่อหาภาวะเสี่ยง และรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลในรายที่มีข้อบ่งชี้
มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2457 โดยการเพาะเลี้ยงในสมองหนูแล้วนำมาฉีดในลิง พบว่าทำให้เกิดพยาธิสภาพในเนื้อสมองลิงจึงต้องยุติการพัฒนาวัคซีนด้วยวิธีเพาะเชื้อในสมองหนู ต่อมามีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ร่วมกับเทคโนโลยีทางด้านพันธุวิศวกรรม จึงมีการผลิตวัคซีนและทำการวิจัยใหม่อีกครั้งโดยมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับบริษัทซาโนพี่ ปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2523 ซึ่งทำในหลายประเทศ และปัจจุบันอยู่ในระยะ IIB (เฟสที่สอง) คาดว่าผลจะสำเร็จในปี พ.ศ. 2560

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s